วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

การขึ้นด้าย

 การขึ้นด้ายยืนเพื่อใช้ทอ (โบราณนิยมใช้ด้ายสีดำ ปัจจุบันพัฒนาเป็นด้ายหลายหลากสี)
– นำด้ายที่เป็นไจมาลงแป้ง เพื่อให้ด้ายมีความคงทน อยู่ตัวไม่หด
– กรอด้ายใส่หลอดใหญ่เพื่อที่จะนำมาขึ้นเป็นด้ายยืน
– นำด้ายยืนประกอบในกี่ทอผ้า แล้วเก็บตะกอ
2. การเตรียมเส้นด้ายพุ่ง
– การค้นหมี่ คือ การนับจำนวนเส้นด้ายพุ่งตามลวดลายที่ได้ออกแบบไว้ทั้งผืน เพื่อเตรียมมัดลายและย้อมสี
– การมัดหมี่ เครื่องมือมัดหมี่ เรียกว่า “โฮงมัดหมี่” มีความกว้างเท่ากับหน้ากว้างของผ้าที่ทอ นำด้ายที่ค้นแล้วมาใส่โฮงมัดหมี่ เพื่อมัดลาย
– การย้อมสี เมื่อมัดหมี่เสร็จแล้วถอดด้ายออกจากโฮงมัดหมี่ นำไปย้อมสี การย้อมแต่ละครั้งต้องย้อมหลาย ๆ หัว เพื่อไม่ให้เปลืองสี ถ้าผ้าที่ออกแบบลวดลายหลายสีต้องย้อมหลายครั้ง (บริเวณที่เชือกฟางมัดไว้จะกลายเป็นลายของผ้ามัดหมี่)
– นำหมี่ที่มัดและผ่านการย้อมสีตามความต้องการแล้วมาแกะเชือกฟางออก
– กรอหมี่ใส่หลอดขนาดเล็กพร้อมที่จะนำไปทอเป็นผืนผ้า
 
3. การทอผ้ามัดหมี่
– นำหลอดหมี่ที่กรอไว้มาพุ่งผ่านด้ายยืนที่กี่ทอผ้า ทีละเส้นกลับไปกลับมา
– ขณะทอต้องระวังให้ลวดลายชัดเจนสวยงามจนกระทั่งเสร็จเป็นผืนผ้า
 
ปัจจัยที่จะทำให้ผ้ามัดหมี่ลายสวย เนื้อเรียบขึ้นอยู่กับกระบวนการก่อนทอ กล่าวคือ
1. การมัดลาย ต้องมัดลายให้ตรงกัน
2. การปั่นด้าย ด้ายที่นำมาปั่นต้องแห้งสนิทเป็นด้ายที่มีคุณภาพดี ไม่ยึด
3. การค้นด้าย ต้องใช้แรงค้นอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ด้ายยึดตัวเท่าๆ กัน
4. การขึ้นเครือด้ายต้องขึ้นให้ด้ายมีความตึงเสมอกันทุกเส้น และขนาดความยาวของด้ายพุ่ง ที่กำหนดไว้แต่ละลาย ต้องมีความยาวเท่ากับหน้าผ้าพอดี
5. การทอ ต้องทอให้น้ำหนักมือสม่ำเสมอโดยเฉพาะเมื่อทอผ้าได้ยาวได้ระดับหนึ่ง จะต้องม้วนผ้าเข้าแกน ม้วนผ้าระยะแรกต้องผ่อนแรง (ทั้งนี้แล้วแต่ความชำนาญและความเคยชินของช่างทอ)Related image

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์

เอกลักษณ์/จุดเด่นผลิตภัณฑ์
      ลักษณะที่โดดเด่นของผ้าทอมัดหมี่ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหินปักเป็นการแสดงภูมิปัญญาเดิมของบรรพบุรุษ กล่าวคือ ใช้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม ด้วยการทอด้วยมือ อันเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยพวน โดยเน้นลายโบราณที่สืบทอดกันมา ตามความเชื่อ ความศรัทธา พญานาค จึงได้นำรูปพญานาคอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยพวน มาออกแบบดัดแปลงผสมผสานกับลวดลายใหม่ ๆ เป็นลายผ้ามัดหมี่ ลายขิด ซึ่งลักษณะจะเป็นลวดลายที่มีความละเอียดสวยงาม ทั้งนี้เพราะการทำเส้นด้ายจะมีลักษณะเป็นหมี่ 2 เกร็ด ทอหมี่ 2 ด้าย 3 การตั้งชื่อลายจะเรียกลายเหล่านี้ว่า “ลายไทยพวน”

1. เส้นด้าย หรือมีชื่อเรียกในปัจจุบันว่า “ไหมประดิษฐ์”
2. เชือกฟาง
3. โฮงหมี่
4. สีย้อมผ้า
5. กี่ทอผ้า (กี่กระตุก)
6. กระสวย
7. หลา เป็นอุปกรณ์ใช้สำหรับปั่นด้ายและเป็นเครื่องปั่นด้ายด้วยมือ
8. กง ใช้สำหรับขึงด้ายให้ตึงทำด้วยไม้
9. อุปกรณ์ขึ้นด้าย (คิดประดิษฐ์โดยภูมิปัญญาท้องถิ่น)
10. แป้งสำหรับทำให้ด้ายแข็งตัวมีความคงทน
Related image

ความเป็นมา การทอผ้ามัดหมี่

ประวัติความเป็นมา 
การทอผ้ามัดหมี่เป็นภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยพวนอำเภอบ้านหมี่ ที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อพยพมาจากแขวงเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อประมาณสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะนิยมทอกันไว้ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับตนเอง และสมาชิกภายในครัวเรือนแล้ว ยังมีการทอขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรม ประเพณีต่าง ๆ ความเชื่อทางศาสนาและสังคมด้วย คำว่า “ผ้ามัดหมี่” เป็นชื่อที่เรียกกรรมวิธีการทอผ้าอย่างหนึ่ง ที่นำเอาเส้นด้ายมามัดเป็นเปลาะๆ ตามลายแล้วนำไปย้อมสีให้เกิดสีสัน และลวดลายตามที่ต้องการเรียกวิธีการมัดย้อมแบบบ้านหมี่ ต่อมาจึงเหลือเพียง “มัดหมี่” ผ้าที่ทอจากเส้นด้ายที่มัดหมี่ จึงเรียกว่า “ผ้ามัดหมี่” ซึ่งความงดงามและความเป็นเอกลักษณ์ของผ้ามัดหมี่ คือ รอยสีที่ค่อย ๆ ซึมในเนื้อผ้าที่ติดกับลวดลาย ทำให้ได้ลวดลายที่แปลกตา เพิ่มความงดงามและความมีเสน่ห์ให้แก่ผ้ามัดหมี่ ในสมัยก่อนจะทอกันในช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากฤดูทำนา ผ้าที่นำมาทอจะเป็นผ้าซิ่นลายมัดหมี่ ผ้าขาวม้า และเครื่องนุ่งห่ม เพื่อใช้ในครัวเรือน
 
               ในปัจจุบันการทอผ้ามัดหมี่ถือเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว จึงได้มีการรวมกลุ่มสมาชิกทำการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหินปักขึ้นมา โดยได้มีแรงจูงใจในการอนุรักษ์ลายโบราณ และเพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว และชุมชน รวมถึงหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนในการประกอบอาชีพทอผ้ามัดหมี่ และเป็นการสืบทอดเอกลักษณ์ ภูมิปัญญาของท้องถิ่นในการทอผ้ามัดหมี่ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้นิยมใช้ผ้าไทยกันอย่างแพร่หลาย ตามนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ใช้ผ้าไทย กลุ่มฯ จึงได้มีการพัฒนา สร้างสรรค์ลวดลายให้มีความหลากหลายและทันสมัย แต่ยังคงคุณลักษณะผ้าทอพื้นเมืองแบบดั้งเดิมอยู่ โดยการผสมผสานลวดลายโบราณตามความเชื่อ ความศรัทธา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของชาวไทยพวน และตามจินตนาการ ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าทออันประณีตและทรงคุณค่า อีกทั้งเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาควรค่าแก่การอนุรักษ์ต่อไปImage result for การทอผ้ามัดหมี่

ประเภทของผ้าไหม

ประเภทของผ้าไหม
        ผ้าพื้นบ้านที่นิยมใช้กันมี 2 ประเภท คือ
1.ผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
          ซึ่งเรียกกันว่าผ้าพื้นนั้นไม่มีความประณีตและสวยงามเท่าใดนัก แต่มีความทนทาน ทอขึ้นอย่างง่ายๆ มีสีและ ลวดลายบ้าง เช่น ผ้าพื้น ผ้าตาโถง ผ้าโสร่ง ผ้าแถบ ผ้าซิ่น และผ้าขาวม้า ซึ่งชาวบ้านนิยมใช้ติดตัวมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึกหลักที่ 44 แห่งแผ่นดินสมเด็จพระบรม ราชาธิราชที่ 1 (พ.ศ. 1916)

2.ผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่าง ๆ
        ในสังคมไทยสมัยก่อนถือว่าการทอผ้าเป็นงานของผู้หญิง เพราะต้องใช้ความประณีตและละเอียดอ่อน ใช้เวลานานกว่าจะทอผ้าชนิดนี้เสร็จแต่ละผืน ผู้หญิง ซึ่งในสมัยนั้นต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนอยู่แล้ว จึงมีโอกาสทอผ้ามากกว่าผู้ชาย อีกประการ หนึ่ง ค่านิยมของสมัยนั้นยกย่องผู้หญิงที่ทอผ้า เก่ง เพราะเมื่อโตเป็นสาวแล้วจะต้องแต่งงานมีครอบครัวไปนั้น ผู้หญิงจะต้องเตรียมผ้าผ่อนสำหรับออกเรือน ถ้าผู้หญิงคนใดทอผ้าไม่เป็นหรือไม่เก่งก็จะถูกตำหนิ ชายหนุ่มจะไม่สนใจ เพราะถือว่าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็น แม่บ้าน เมื่อมีงานเทศกาลสำคัญต่างๆ ชาวบ้านจะพากันแต่งตัวด้วยผ้าทอเป็นพิเศษไปอวดประชันกัน ผ้าชนิดนี้จะทอขึ้นด้วยฝีมือประณีตเช่นเดียวกัน มีสีสัน และลวดลาย ดอกดวงงดงามเป็นพิเศษ ผ้าบางผืนจะทอกันเป็นเวลาแรมปีด้วยใจรักและศรัทธา เช่น ผ้าลายจก ผ้าตีนจก ผ้าตาด ผ้ายก และผ้าปูม เป็นต้น

ลวดลายผ้าไหมมัดหมี่

 ลวดลายผ้าไหม
ที่ทำอยู่จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ลวดลายส่วนใหญ่ จะได้มาจากสภาพแวดล้อม และธรรมชาติที่เป็นอยู่ของชุมชน อาทิ ลวดลายโบราณที่ทำตามวัสดุต่าง ๆ สำหรับในปัจจุบัน ลวดลายต่าง ๆ ได้มีการพัฒนา และมีการประดิษฐ์ลวดลายต่าง ๆ เพิ่มขึ้น
      สำหรับลวดลายที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ ลายขอคำเดือน ลายสำรวจ ลายด่านใหญ่ ลายด่านกลาง ลายด่านเล็ก ลายด่านเมืองลาว ลายนาค ลายคันชั่ง ลายหงส์ ลายขอกำ ลายขอขื่อ 
(ใหญ่ กลาง เล็ก) ลายดอกแก้ว ลายขอดอกรัก ลายสิบซิ่ว ลายลวงใหญ่ กลาง เล็ก ลายนาคคอทบ ลายนาคเกี่ยวก้น ลายตะเภา ลายขิดไม้ รอด ซึ่งจะขอบันทึกและเผยแพร่ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการทอผ้า ลวดลายดังต่อไปนี้

ลายที่ 1 
            ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจกลายผ้า ลายขอดอกรัก สาเหตุที่ตั้งชื่อลายขอดอกรักเพราะในลายจะเป็นขอในดอกที่เป็นลายขอล้อมรอบดอกรัก ซึ่งแสดงถึงการเชื่อมโยงการเกี่ยวพันไปด้วยความรัก ความสามัคคีของคนในชนบทลายตีนจก ลายขอซ้อนผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าเกียง บุญขันธ์ผู้สืบทอด แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
ผู้เก็บรักษา แม่ทองล้วน ทองดาดาษอายุผลผลิต ประมาณ 104 ปี


ลายที่ 2
ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจกลายผ้า ลายกาบเมืองลาว สาเหตุที่ตั้งชื่อลายกาบเมืองลาว เพราะในลายจะมีลัษณะเรียงซ้อนกันเป็นชุด ๆ(กาบ) ลักษณะเด่นของผืนผ้า คือ เป็นการทอผ้ามัดหมี่สลับการทำขิดลายตีนจก ลายขอขื่อ (กลาง)ผู้ถ่ายทอด แม่ทองล้วน ทองดาดาษอายุผู้ผลิต ประมาณ 104 ปี




ลายที่ 3
ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจกลายผ้า ลายสิบซิ่วสาเหตุที่ตั้งชื่อลายสิบซิ่ว เพราะซิ่ว ภาษาลาวแปลว่า สีเขียวจึงแปลว่ามีสีเขียวสิบลายในผืนผ้าเดียวกัน ซึ่งสีเขียวแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของชนบทในอดีต
ลายตีนจก ลายขอซ้อน
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าเกียง บุญขันธ์
ผู้สืบทอด แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
ผู้เก็บรักษา แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
อายุผู้ผลิต ประมาณ 104 ปี


ลายที่ 4
        ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจกลายผ้า ลายด่านน้อย สาเหตุที่ตั้งชื่อลายด่านน้อย เพราะในลายจะมีลักษณะคล้ายด่านหรือป้อมยาม ซึ่งเป็นลายที่มีการทอสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยปย่าตายาย เหตุที่ชื่อว่า ลายด่านน้อยเพราะในการทอจะใช้ปอยไหม มัดหมี่ขนาด 25 เส้น
ลายตีนจก ลายทองเหลือง
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าเกียง บุญขันธ์
ผู้สืบทอด แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
ผู้เก็บรักษา แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
อายุผู้ผลิต ประมาณ 150 ปี        


ลายที่ 5
                ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจก
ลายผ้า ลายสำรวจ สาเหตุที่ตั้งชื่อลายสำรวจ เพราะในลายจะมีลักษณะเด่นเป็นรูปคล้ายจรวด ซึ่งชาลาวครั่งเชื่อกันว่าจะทำให้มีชีวิตที่รุ่งเรือง
รุ่งโรจน์
ลายตีนจก ลายดอกแก้ว
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าเกียง บุญขันธ์
ผู้สืบทอด แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
ผู้เก็บรักษา แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
อายุผ้า ประมาณ 104 ปี

 


ลายที่ 6
ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจก
ลายผ้า ลายลวงใหญ่
เพราะในลายมีลักษณะเหมือน ด่านกั้น ซึ่งมีความซับซ้อนเสมือนหนึ่งเป็นลายลวง
ข้าศึกให้หลงทาง และที่ได้ชื่อว่าลายลวงใหญ่ เพราะทอด้วยผาไหมที่มัดหมี่ขนาดย่อยจำนวน
39 เส้น
ลายตีนจก ลายคลองกระเบี้ย (ผีเสือ)
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าเกียง บุญขันธ์
ผู้สืบทอด แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
ผู้เก็บรักษา แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
อายุผ้า ประมาณ 104 ปี


ลายที่ 7
ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจก
ลายผ้า ลายนาคคอทบ
สาเหตุที่ตั้งชื่อลายนาคคอทอบ เพราะตั้งตามลักษณะเด่นของลายผืนผ้า คือ คล้ายพญานาคชูหัวกลับไปทางลำตัว ซึ่งชาวลาวครั่ง
เชื่อกันว่าพญานาคเป็นสัตว์ในเทพนิยาย และเป็น
สัตว์ที่ให้น้ำ ซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ จุดเด่นของผืนผ้าจะเป็นการทอมัดหมี่ตาสลับ กับการทำตาขิด
ลายตีนจก ลายคันร่ม
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าเกียง บุญขันธ์
ผู้สืบทอด แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
ผู้เก็บรักษา แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
อายุผ้า ประมาณ 104 ปี

 ลายที่ 8
ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจก
ลายผ้า ลายนาคเกี่ยวก้น
สาเหตุที่ตั้งชื่อว่าลายนาคเกี่ยวก้น เพราะตั้งตาม
ลักษณะเด่นของลายผืนผ้า คือคล้ายพญานาค
เกี่ยวหางกัน ซึ่งเชื่อกันว่าพญานาคเป็นสัตว์ใน
เทพนิยาย และเป็นสัตว์ให้น้ำ และที่สำคัญพญานาค
เกี่ยวหางกัน แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีปรองดอง การไม่แตกแยกกันจุดเด่นของผืนผ้าเป็นการทอผ้า
มัดหมี่สลับกับการทำขิด
ลายตีนจก ลายตีนกาบ
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าเกียง ทองดาดาษ
ผู้สืบทอด แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
ผู้เก็บรักษา แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
อายุผ้า ประมาณ 104 ปี


 ลายที่ 9
ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจก (หมี่ทั้งผืน ฝ้ายย้อมคราม)
ลายผ้า ลายขอขื่อ สาเหตุที่ตั้งชื่อลายขอขื่อ เพราะในลายคล้ายกับขื่อบ้าน ซึ่งเป็นขื่อที่มีลักษณะเกาะเกี่ยวกันเป็นตะขอ แสดงถึงความสามัคคีในหมู่คณะ
จุดเด่น การย้อมสีจะใช้สีธรรมชาติ คือย้อมแร่สีจะออกแร่ ๆ (สีดำ ๆ น้ำเงิน ๆ)
ลายตีนจก ลายอึ่งยัน
ผู้ถ่ายทอด ลายอึ่งยัน
ผู้สืบทอด นางมณี นิลึก
ผู้เก็บรักษา แม่ทองล้วน ทองดาดาษ
อายุผ้า 55 ปี
ลายที่ 10
ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจก
ลายผ้า ลายหมี่ตะเภา สาเหตุที่ตั้งชื่อลายหมี่
ตะเภาเพราะในลายจะมีลักษณะเด่นคล้ายเรือ
สำเภา ซึ่งแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัย
ก่อนที่ต้องเดินทางโดยเรือ
หมายเหตุ ลายตะเภา ได้รับรางวัลชนะเลิศจาก
การประกวด ผ้าไหมมัดหมี่ของภาคเหนือ
ปี 2545
ลายตีนจก ลายตุ้ม
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าทองดี พิลึก
ผู้สืบทอด แม่สีนวน อินปนาม
ผู้เก็บรักษา นางอรอนงค์ วิเศษศรี
อายุผ้า ประมาณ 50 ปี

ลายที่ 11
ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจก
ลายผ้า ลายหมี่ลวงกลาง สาเหตุที่ตั้งชื่อลายหมี่ลวงกลาง
เพราะในลายจะมีลักษณะคล้ายด่านกั้น ซึ่งมีความสลับซับซ้อนมากเสมือนหนึ่งเป็นการลวงข้าศึกให้หลงทาง และที่ได้ชื่อว่าลายลวงกลาง เพราะทอด้วยไหมที่มัดปอยนาด 35 เส้น
ลายตีนจก ลายขอซ้อน
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าคำมี พิลึก
ผู้สืบทอด นางอรอนงค์ วิเศษศรี
ผู้เก็บรักษา นางอรอนงค์ วิเศษศรี
อายุผ้า ประมาณ 105 ปี



ลายที่ 12
ประเภทผ้า ผ้าทอไหมมัดหมี่ตีนจก
ลายผ้า ลายด่านกลาง สาเหตุที่ตั้งชื่อลายด่านกลาง เพราะในลายจะมีลักษณะคล้ายการตั้งป้อมหรือด่าน ซึ่งเป็นลายที่มีการทอสืบทอดมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เหตุที่ชื่อว่าลายด่านกลางเพราะเวลาจะใช้ปอยไหมขนาด
35 เส้น
ลายตีนจก ลายคันร่ม
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าเทศ บุญขันธ์
ผู้สืบทอด นางอรอนงค์ วิเศษศรี
ผู้เก็บรักษา นางอรอนงค์ วเศษศรี
อายุผ้า ประมาณ 105 ปี


ลายที่ 13
ประเภทผ้า ผ้าทอไหมมัดหมี่ (หมี่ทั้งผืน)
ผ้านุ่งชาย(โจงกระเบน)
ลายผ้า ลายหมี่ลวงเล็ก สาเหตุที่ตังชื่อลายหมี่ลวงเล็ก
เพราะในลายจะมีลักษณะเหมีอนด่านกั้น ซึ่งมีความสลับ
ซับซ้อนเสมือนหนึ่งเป็นการลวงข้าศึก
ให้หลงทาง และที่ได้ชื่อว่าลายลวงเล็กเพราะทอด้วยไหมที่
มัดหมี่ขนาดปอยจำนวน 25 เส้น
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าเกิด
ผู้สืบทอด นางอรอนงค์ วิเศษศรี
ผู้เก็บรักษา นางอรอนงค์ วิเศษศรี
อายุผ้า ประมาณ 220 ปี


ลายที่ 14
ลายผ้า ลายกาบขิดไม้รอด สาเหตุที่ตั้งชื่อลายกาบ
ขิดไม้รอด เพราะเป็นความเชื่อของชาวลาวครั่งที่ว่า
ขิดไม้รอด หมายถึงความปลอดภัยมารดานิยม
ฉีกให้บุตรไปเป็นเครื่องลางของขลังในการไป
ราชการทหาร จะได้รอดชีวิตกลับมา
จุดเด่น ของผืนผ้าจะเป็นการทอผ้ามัดหมี่
ตาสลับกับการทำขิด 
ลายตีนจก ลายดอกแก้ว
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่าสม บุญขันธ์
ผู้สืบทอด นางอรอนงค์ วิเศษศรี
ผู้เก็บรักษา นางอรอนงค์ วิเศษศรี
อายุผ้า ประมาณ 30 ปี
 


ลายที่ 15
                 ประเภทผ้า ผ้าทอมัดหมี่ตีนจก (หมี่ทั้งผืน)
ลายผ้า ลายด่านใหญ่ สาเหตุที่ตั้งชื่อลายด่านใหญในลายจะมีลักษณะเด่นคล้ายด่านหรือป้อมยาม ซึ่งเป็นลายที่เป็นการทอสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เหตุที่ชื่อว่าลายด่านใหญ่เพราะในการทอจะใช้ปอย ไหม
มัดหมี่ขนาด 39 เส้น
ลายตีนจก ลายดอกแก้ว (น้อย)
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่านาก พรมมณี
ผู้สืบทอด นางสมุทร จบศรี
อายุผ้า ประมาณ 150 ปี


ลายที่ 16
              ประเภทผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ตีนจก (หมี่ทั้งผืน)
ลายผ้า ลายขอคำเดือน สาเหตุที่ตั้งชื่อลายขอคำเดือนเพราะ ในลายมีลักษณะคล้ายตะขอที่เกาะเกี่ยวด้วยแสงสว่างจาก
เส้นเดือน
ลายตีนจก ลายคลองหงษ์
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่านาก พรมมณี
ผู้สืบทอด นางสมุทร จบศรี
ผู้เก็บรักษา นางสมุทร จบศรี
อายุผ้า ประมาณ 150 ปี 

ลายที่ 17
               ประเภทผ้า ผ้าทอไหมมัดหมี่ตีนจก (หมี่ทั้งผืน)
ลายผ้า ลายด่านเมืองลาว สาเหตุที่ตั้งชื่อลายด่านเมืองลาว เพราะในลายจะมีลักษณะคล้ายด่านตั้งอยู่ สำหรับเมืองลาวนั้นเนื่องจากความผูกพันของชาวโคกหม้อ
บรรพบุรุษส่วนใหญ่ อพยพมาจากเมืองหลวงพระบาง
ประเทศลาว
ลายตีนจก ลายขอกิ่ง
ผู้ถ่ายทอด แม่เฒ่านาก พรมมณี
ผู้สืบทอด นางสมุทร จบศรี
ผู้เก็บรักษา นางสมุทร จบศรี
อายุผ้า ประมาณ 220 ปี



ประวัติผ้ามัดหมี่

ผ้ามัดหมี่ เป็นการทอผ้าอย่างหนึ่งที่มีการสร้างลวดลายก่อนที่จะทำการย้อมสี การทำลายผ้ามัดหมี่เป็นการเอาเชือกมามัดด้ายหรือมัดเส้นไหมตามลวดลายที่ได้ออกแบบไว้ การมัดและย้อมลายจะมีการทำทั้งเส้นทางแนวยืน และแนวนอนหรือที่เรียกว่าแนวพุ่ง มีการสันนิษฐานว่าการมัดลายในแนวยืนน่าจะมีมาก่อนในแนวพุ่ง และจากการสืบค้นมีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะได้รับแบบอย่างมาจากประเทศอินเดีย โดยในสมัยโบราณที่มีการค้าขายกันและติดมากับสินค้าอื่น

การทอผ้ามัดหมี่โบราณนิยมการย้อมสีด้วยสีธรรมชาติ เช่น สีแดงจากครั่ง สีน้ำเงินจากคราม เป็นต้น ส่วนผ้าไหมมัดหมี่จะนิยมทำในกลุ่มไท-ลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากเส้นทางการรับแบบอย่างของผ้ามัดหมี่ คือจากอินเดีย ผ่านมาทางอินโดนีเซียและกัมพูชาหรือเขมร ดังที่เราจะเห็นได้ว่าผ้าไหมมัดหมี่ของจังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ จะเป็นวัฒนธรรมที่เป็นแบบเขมรอย่างเห็นได้ชัด

ปัจจุบันผ้ามัดหมี่มีการทำกันอย่างแพร่หลาย สามารถทำได้ดีทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม โดยเฉพาะผ้าไหมจะมีความสวยงามมาก นอกจากตัวผ้าไหมเองแล้ว ลวดลายและสีสันยังเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความสวยงามให้มากยิ่งขึ้น การอนุรักษ์ลวดลายโบราณ และนำมาประยุกต์ใช้ จึงเป็นสิ่งที่น่าจะได้รับการส่งเสริมพัฒนาเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การเก็บรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการผลิตผ้าไหมมัดหมี่สีธรรมชาติเพื่อการถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไปจึงเป็นเรื่องที่ดีและควรให้การสนับสนุน

สำหรับลวดลายต่างๆที่มีการสร้างสรรค์มาแต่โบราณ จึงเป็นงานศิลป์ที่ควรแก่คุณค่าให้เป็นสินทรัพย์ของแผ่นดินไทยตลอดไป
 

ความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับผ้ามัดหมี่

ามัดหมี่ คือ ผ้าที่ทอจากด้ายหรือไหมที่ผูกมัดแล้วย้อมโดยการคิดผูกให้เป็นลวดลาย แล้วนำไปย้อมสีก่อนทอ เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองชนิดหนึ่งที่นิยมทำกันมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในภาคกลางบางจังหวัด อาทิ จังหวัดชัยนาท จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดลพบุรี ภาคเหนือมีการทอที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดน่าน เป็นต้นm001
กระบวนการทำผ้ามัดหมี่นั้น ในขั้นตอนการสร้างลวดลายจะต้องนำเส้นใยฝ้ายหรือเส้นใยไหมไปค้นลำหมี่ให้ได้ตามจำนวนที่เหมาะสมกับลวดลาย แล้วจึงนำไปขึงเข้ากับ “โฮงหมี่” โดยจะใช้เชือกมัดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี เรียกว่าการ “โอบ” ในอดีตใช้เชือกกล้วย ต่อมานิยมใช้เชือกฟางพลาสติก การมัด จะต้องมัดให้แน่นตามลวดลายที่กำหนดไว้แล้วนำไปย้อมสีจากนั้นตากแดดให้แห้ง เมื่อนำมาแก้เชือกออกจะเห็นส่วนที่มัดไว้ไม่ติดสีที่ย้อม หากต้องการให้ลวดลายมีหลายสี จะต้องมัดโอบอีกหลายครั้งตามความต้องการ ตำแหน่งที่มัดให้เกิดลวดลายนั้น จะต้องอาศัยทักษะเชิงช่างที่ชำนาญและแม่นยำ เพราะช่างมัดหมี่ของประเทศไทยไม่ได้มีการขีดตำแหน่งลวดลายไว้ก่อนแบบประเทศอื่นๆ ตำแหน่งการมัดลวดลาย จึงอาศัยการจดจำและสั่งสมจากประสบการณ์ ในกระบวนการทอ ช่างทอผ้ามัดหมี่จะต้องระมัดระวัง ทอผ้าตามลำดับของหลอดด้ายมัดหมี่ที่ร้อยเรียงลำดับไว้ให้ถูกต้อง และจะต้องใช้ความสามารถในการปรับจัดลวดลายที่เหลื่อมลํ้ากันที่เกิดจากกระบวนการย้อมสีให้ออกมาสวยงาม กลวิธีการทอผ้ามัดหมี่จึงเป็นภูมิปัญญาด้านงานช่างฝีมือดั้งเดิมที่ต้องอาศัยทักษะเชิงช่างชั้นสูง
m002ลวดลายมัดหมี่ที่มีการสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่โบราณนั้นส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในวิถีชีวิตความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณี อาทิ ลายดอกแก้วลายต้นสน ลายโคมห้า ลายโคมเจ็ด ลายบายศรี ลายกวาง ลายนกยูง ลายเต่า ลายพญานาค ฯลฯ
ผ้ามัดหมี่มีบทบาทในวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย หญิงสาวต้องทอผ้าเพื่อทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม วัสดุเส้นใยทั้งฝ้ายและไหมบ่งบอกถึงศักยภาพทางการค้า เพราะเป็นวัสดุที่ใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายมาแต่โบราณ ส่วนวัสดุย้อมสีธรรมชาติสะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์พืชในประเทศไทยที่มีความหลากหลาย ซึ่งช่วยให้ผ้ามัดหมี่ของไทยมีสีสันเฉพาะตัว และยังสะท้อนไปถึงความเชี่ยวชาญของแต่ละกลุ่มชนในการย้อมสีธรรมชาติ
ปัจจุบัน การถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตผ้ามัดหมี่ยังคงมีอยู่บ้างตามชนบท แต่เยาวชนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสืบทอดการทอผ้ามีจำนวนลดลง และหลายชุมชนก็ไม่สามารถสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้ามัดหมี่ไว้ได้ จึงจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแขนงนี้คงอยู่สืบไป

ส่วนประกอบของบั้งไฟ

ส่วนประกอบของบั้งไฟ

  1. เลาบั้งไฟ เลาบั้งไฟคือส่วนประกอบที่ทำหน้าที่บรรจุดินปืน มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกกลมยาว มีความยาวประมาณ 1.5 - 7 เมตร ทำด้วยลำไม้ไผ่แล้วใช้ริ้วไม้ไผ่ (ตอก) ปิดเป็นเกลียวเชือกพันรอบเลาบั้งไฟอีกครั้งหนึ่งให้แน่น และใช้ดินปืนที่ชาวบ้านเรียกว่า"หมื่อ" อัดให้แน่นลงไปในเลาบั้งไฟ ด้วยวิธีใช้สากตำแล้วเจาะรูสายชนวน เสร็จแล้วนำเลาบั้งไฟ ไปมัดเข้ากับส่วนหางบั้งไฟ ในสมัยต่อมานิยมนำวัสดุอื่นมาใช้เป็นเลาบั้งไฟแทนไม้ไผ่ ได้แก่ ท่อเหล็ก ท่อพลาสติก เป็นต้น เรียกว่าเลาเหล็กซึ่งสามารถอัดดินปืนได้แน่นและมีประสิทธิภาพในการยิงได้สูงกว่า
  2. หางบั้งไฟ หางบั้งไฟถือเป็นส่วนสำคัญทำหน้าที่คล้ายหางเสือ ของเรือคือสร้างความสมดุลให้กับบั้งไฟคอยบังคับทิศทางบั้งไฟให้ยิงขึ้นไปในทิศทางตรงและสูง บั้งไฟแบบเดิมนั้น ทำจากไม้ไผ่ทั้งลำ ต่อมาพัฒนาเป็นหางท่อนเหล็กและหางท่อนไม้ไผ่ติดกันหางท่อนเหล็กมีลักษณะเป็นท่อนกลม ทรงกระบอกมีความยาวประมาณ 8-12 เมตร ทำหน้าที่เป็นคานงัดยกลำตัวบั้งไฟชูโด่งชี้เอียงไปข้างหน้าทำมุมประมาณ 30-40 องศากับพื้นดิน โดยบั้งไฟจะยื่นไปข้างหน้ายาวประมาณ 7-8 เมตร ปลายหางด้านหนึ่งตั้งอยู่บนฐานที่ตั้งบั้งไฟ
  3. ลูกบั้งไฟ เป็นลำไม้ไผ่ที่นำมาประกอบเลาบั้งไฟโดยมัดรอบลำบั้งไฟ บั้งไฟลำหนึ่งจะประกอบด้วยลูกบั้งไฟประมาณ 8-15 ลูก ขึ้นอยู่กับขนาดของบั้งไฟ เดิมลูกบั้งไฟมีแปดลูกมีชื่อเรียกเรียงตามลำดับคู่ขนาดใหญ่ไปหาคู่ที่มีขนาดเล็กกว่าได้แก่ ลูกโอ้ ลูกกลาง ลูกนางและลูกก้อย ลูกบั้งไฟช่วยให้รูปทรงของบั้งไฟกลมเรียวสวยงาม นอกจากนี้ลูกบั้งไฟยังเป็นพื้นผิวรองรับการเอ้หรือการตกแต่งลวดลายปะติดกระดาษ ( โดยที่นิยมทั่วไป คือ ลายสับ ส่วนที่เป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวที่มีการกำหนดมาตรฐาน ลายกรรไกรตัด ในประเทศไทย คือ "ลายศรีภูมิ" พบมีการทำในเขตอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด )





องค์ประกอบการตกแต่งบั้งไฟ

องค์ประกอบการตกแต่งบั้งไฟ หรือ การเอ้บั้งไฟ

การเอ้บั้งไฟ เอ้ ในภาษาลาวหรือ ภาษถิ่นอีสาน นั้น แปลว่า ตกแต่ง ประดับ ให้สวยงาม โดย นอกจากใช้กับการตกแต่งรถบั้งไฟสวยงาม หรือ ตัวบั้งไฟให้สวยงามแล้ว ยังใช้รวมถึง กับ นางรำในขบวนฟ้อน เช่น "นางเอ้" หมายถึง นางรำ หรือ ช่างฟ้อน ที่หน้าตาสวย โดดเด่น หรือ รำสวยงาม เอาไว้ ประดับ ขบวน หรือรำในแถวหน้าของขบวนฟ้อน เป็นต้น โดยปกติ การเอ้บั้งไฟ ในสมัยก่อน ในแต่ละชุมชน จะมีการตกแต่ง บั้งไฟ และการตกแต่งเครื่องประกอบ ในรถที่ใช้แห่บั้งไฟ (เกวียน) หรือ รถยนต์ในปัจจุบัน เรียกว่า "เครื่องล่าง" โดยเครื่องล่าง หมายถึง ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ ที่นอกเหนือ จาก ตัวบั้งไฟ โดย ในชุมชน คุ้มวัด ใน เขต เทศบาลเมืองยโสธร มีการจัดทำและตกแต่งบั้งไฟเอ้ ของชุมชน (ในราว 30 ปีก่อน) และ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่นิยมตกแต่งบั้งไฟ และเครื่องล่าง ด้วยลายกรรไกรตัด (มากกว่า 200 ปี) ซึ่งมีคุ้มวัดและชุมชนในเขตเทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ (เมืองศรีภูมิ) มีบั้งไฟของตนเองในแต่ละชุมชน นอกจากนี้ ยังพบว่า ในหลายหมู่บ้าน ในเขตพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการจัดทำบั้งไฟเอ้ ตกแต่งสวยงาม ในแต่ละชุมชน มาแต่ยุคก่อนที่ จะมีการประชาสัมพันธ์ ให้งานประเพณีบุญบั้งไฟจังหวัดยโสธร เป็นงานประเพณีประจำจังหวัดและโปรโมทโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในปี 2515 ซึ่งในปัจจุบัน หลังปี 2530 เป็นต้นมา พบว่า การทำบั้งไฟเอ้ตกแต่งสวยงาม เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก โดยระยะหลัง ในเขตเทศบาลเมืองยโสธร ไม่มีการทำบั้งไฟเอ้หรือการตกแต่งบั้งไฟโดยคนในชุมชนแล้ว แต่นอกเขตพื้นที่ ในอำเภอของจังหวัดยโสธร ยังคงมีการจัดทำและตกแต่งเอ้บั้งไฟ อาทิ อำเภอทรายมูล และอำเภอคำเขื่อนแก้ว โดยเป็นบั้งไฟเอ้ ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ส่วนที่อำเภอสุวรรณภูมิ พบว่า ยังคงมีการจัดทำและตกแต่งบั้งไฟ โดยคนในชุมชน และช่างในพื้นที่เรียกว่า "บั้งไฟลายศรีภูมิ" ส่วนบั้งไฟเอ้ขนาดใหญ่ และเครื่องล่าง (ตัวรถบั้งไฟ) ที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามนั้น พบว่า มีการทำและพัฒนาต่อเนื่อง ในหมู่บ้าน โดยช่างพื้นบ้าน โดยเฉพาะ อ.ครุฑ ภูมิแสนโคตร บ้านทรายขาว ตำบลนาเมือง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟในพื้นที่จังหวัดยโสธร, อำเภอสุวรรณภูมิอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด และในเขตภาคอีสาน ต่อเนื่อง และ อ.เลื่อน สามาลา ช่างบั้งไฟตกแต่งสวยงาม แห่ง บ้านแคน ตำบลโหรา อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีบั้งไฟสวยงาม ได้รางวัลชนะเลิศ ทั้งในงานประเพณีบุญบั้งไฟจังหวัดยโสธร อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด รวมทั้งเขตพื้นที่อื่น ๆ ในภาคอีสาน และภาคกลางด้วย โดยทั้งนี้ ช่างที่จัดทำบั้งไฟและตกแต่งบั้งไฟสวยงาม ในรูปแบบเอกลักษณ์ ลายกรรไกรตัด หรือ "ลายศรีภูมิ" นั้น ที่มีชื่อเสียงและเป็น ปราชญ์แห่งท้องทุ่งกุลา คือ อ.เลียบ แจ้งสนาม ภูมิลำเนา บ้านเล้าข้าว ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด (ปัจจุบัน พำนักในเขต อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด) โดยรายละเอียดของบั้งไฟและการตกแต่งบั้งไฟลายสับ หรือ ทั่วไป รวมทั้งเครื่องล่าง จะประกอบด้วย
  1. ลายบั้งไฟ : ใช้ลายศิลปไทย คือ ลายกนก อันเป็นลายพื้นฐานในการลับลายบั้งไฟ โดยช่างจะนิยมใช้กระดาษดังโกทองด้านเป็นพื้นและสีเม็ดมะขามเป็นตัวสับลาย (ยกเว้น ลายศรีภูมิ ในเขตอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่เป็น ลายกรรไกรตัด และนิยมใช้สีแดงเลือกนก ตัด สีเหลืองทอง) เพื่อให้ลายเด่นชัดในการตกแต่งเพื่อให้ความสวยงาม
  2. ตัวบั้งไฟ : มีลูกโอ้จะใช้ลายประจำยาม ลายหน้าเทพพนม ลายหน้ากาล ลูกเอ้ใช้ลายประจำยาม ก้ามปูเปลว และลายหน้ากระดาน ฯลฯ
  3. กรวยเชิง : เป็นลวดลายไทยที่เขียนอยู่เชิงยาบที่ประดับพริ้วลงมาจากช่วงตัวบั้งไฟ
  4. ยาบ : เป็นผ้าประดับใต้เลาบั้งไฟ จะสับลายใดขึ้นอยู่กับช่างบั้งไฟนั้น เช่น ลายก้านขูดลายก้าน ดอกใบเทศ
  5. ตัวพระนาง : เป็นรูปลักษณ์สื่อถึงผาแดงนางไอ่ หรือตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ พระลักษณ์ พระราม เป็นต้น
  6. กระรอกเผือก : ท้าวพังคี แปลงร่างมาเพื่อให้นางไอ่หลงใหล
  7. ปล้องคาด : ลายรักร้อย ลายลูกพัดใบเทศ ลายลูกพัดขอสร้อย เป็นต้น
  8. เกริน : เป็นส่วนที่ยื่นออกสองข้างของบุษบก เป็นรูปรอนเบ็ดลายกนก สำหรับตั้งฉัตรท้ายเกริน ราชรถประดับส่วนท้ายของหางบั้งไฟ
  9. บุษบก : เป็นองค์ประกอบไว้บนราชรถ เพื่อสมมุติให้เป็นปราสาทผาแดงนางไอ่
  10. ต้างบั้งไฟ : ลายกระจังปฏิญาณ ลายก้านขด ลายพุ่มข้าวบิณฑ์
  11. ลายประกอบตกแต่งอื่น ๆ : ลายกระจังตั้ง กระจังรวน กระจังตาอ้อย ลายน่องสิงห์ บัวร่วน กลีบขนุน

ประเภทของบั้งไฟ

ประเภทของบั้งไฟ

  1. บั้งไฟโหวด บั้งไฟโบดหรือโหวดเป็นบั้งไฟขนาดเล็กตัวกระบอกจะยาวขึ้น ประมาณ 4-10 นิ้ว บรรจุหมื่อหนักประมาณ 1 ส่วน 8 ถึง 1 ส่วน 2 กิโลกรัม ใช้หางยาวประมาณ 1-4 เมตร มีกระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ มัดวางรอบตัวบั้งไฟ นิยมทำประกอบกันในบั้งไฟใหญ่ (บั้งไฟหมื่น, บั้งไฟแสน) ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมทำ เพราะไม่มีช่าง
  2. บั้งไฟม้า บั้งไฟชนิดนี้เป็นบั้งไฟขนาดเล็กจุดไปตามทิศทางที่กำหนดใช้เส้นลวดเป็นวิถีตรึงไปยังเป้าหมายที่ต้องการ ลักษณะทั่วไปเป็นบั้งไฟที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่ 1 ปล้อง ขนาดแล้วแต่ต้องการ โดยทั่วไปเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 ฟุตทางภาคกลางและภาคอีสานเรียกว่า “ลูกหนู” คล้ายม้าที่กำลังวิ่ง ถ้าติดรูปอะไรก็เรียกชื่อไปตามนั้น เป็นคนขี่ม้า รูปวัว แล้วแต่จะทำรูปอะไร บางครั้งภาคเหนือเรียกว่า บอกไฟยิง
  3. บั้งไฟช้าง บั้งไฟชนิดนี้ไม่มีหาง มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่ากระโพกหรือตะโพก เวลาจุดไม่ต้องการให้พุ่งขึ้นไปแต่ต้องการมีเสียงร้องคล้ายกับช้างร้อง วิธีทำบั้งไฟให้ใช้กระบอกไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดยาวเพียงป้องเดียวให้มีข้อปิดทั้ง 2 ด้าน ทุบไม้ไผ่ให้แตกเล็กน้อย เจาะรู เพื่อบรรจุหมื่อแล้วต่อชนวนเข้ารูแท่งหมื่อทำจากหมื่อถ่าน 3-4 อัดลงในไม้ไผ่ขนาดเล็กให้แน่น แล้วผ่าเอาแท่งหมื่อออกมาคล้ายข้าวหลาม ให้ได้แท่งประมาณ 3 นิ้ว การจุดนั้นนิยมต่อพ่วงชนวนบั้งไฟใหญ่ เวลาจุดชนวนผ่าจะเกิดเสียงดังเหมือนเสียงช้างร้อง นิยมวางต่อกันเป็นช่วง ๆ กระบอก ถ้าต้องการจะให้มีเสียงดังอย่างไรก็จะมีเทคนิคในการทำให้เกิดเสียงนั้น ๆ
  4. บั้งไฟแสน บั้งไฟชนิดนี้เป็นบั้งไฟขนาดใหญ่ที่สุด บรรจุดินปืนหนัก 120 กิโลกรัมขึ้นไป บั้งไฟขนาดนี้ทำยากที่สุดจะต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะบั้งไฟขนาดนี้หากแตกแล้วจะเป็นอันตรายมาก เพราะฉะนั้นก่อนทำบั้งไฟจะต้องมีพิธีกรรมบวงสรวงให้ถูกต้องตามหลักการทำบั้งไฟแสนเสียก่อนจึงจะลงมือทำ เมื่อตกบั้งไฟเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีการตกแต่งประดับประดาบั้งไฟ
  5. บั้งไฟตะไล บั้งไฟชนิดนี้ก็คือบั้งไฟจินายขนาดใหญ่นั่นเอง มีความยาวประมาณ 9-12 นิ้ว รูปร่างกลมมีไม้บาง ๆ แบน ๆ เป็นวงกลมครอบหัวท้ายบั้งไฟเมื่อพุ่งขึ้นสู่ฟ้าไปโดยทางขวาง
  6. บั้งไฟตื้อ บั้งไฟตื้อหรือบั้งไฟกระแตนั่งตอ เป็นบั้งไฟขนาดเล็กมีหางสั้น วิธีทำ ตัดกระบอกไม้ไผ่ขนาด 1 นิ้วครึ่งยาวประมาณ 3 นิ้ว อัดหมื่อให้แน่นประมาณ 2 นิ้ว ใช้หมื่อถ่านสามหรือถ่านสี่อัดด้วยเถียดไม้ให้แน่น ต่อหางซึ่งทำจากไม้ไผ่ เหลาเป็นแท่งเล็ก ๆ ใช้เลื่อยตัดมุมข้อออกจนเห็นหมื่อ เจาะให้เป็นรูเล็ก ๆ แล้วติดชนวน เวลาจะจุดเอาหางเสียบลงในแท่นที่ตั้งพอให้ตั้งได้ จุดชนวนจากด้านบน บั้งไฟจะพุ่งและหมุนขึ้นสู่อากาศ เกิดเสียงดังตือ ๆ เวลาหมุนจะไม่ค่อยมีทิศทาง ใช้จุดในงานศพ เวลาจุดมีอันตรายมากไม่ค่อยนิยมทำกัน
  7. บั้งไฟพลุ บั้งไฟพลุ เป็นบั้งไฟที่นิยมจุดในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานกฐิน งานบุญมหาชาติ หรือ งานเปิดกีฬา ฯลฯ เป็นบั้งไฟที่จุดแล้วทำให้เกิดเสียงดัง ในอดีตนิยมจุดในงานกฐิน เพื่อเป็นการบอกข่าวไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปให้ทราบ

จุดประสงค์การทำบุญบั้งไฟ

จุดประสงค์ของการทำบุญบั้งไฟ

จุดประสงค์ของการทำบุญบั้งไฟ มีหลายอย่าง เช่น
  • การบูชาคุณของพระพุทธเจ้า สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ขอน้ำฝน เชื่อมความ สมัครสมานสามัคคี แสดงการละเล่นการบูชาคุณของพระพุทธเจ้า ชาวอีสานส่วนมากนับถือพระพุทธศาสนา เมื่อถึงเทศกาลเดือน 6 ซึ่งเป็นวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ชาวอีสานจะจัดดอกไม้ธูปเทียนมาบูชา พระพุทธรูป การทำบุญบั้งไฟของชาวอีสานถือว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยเช่นกัน 
  • การสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เนื่องจากการทำบุญบั้งไฟ มีการบวชพระและบวชเณร ในครั้งนี้ด้วย จึงถือว่าเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา 
  • การขอฝน การทำนาไม่ว่าจะเป็นของภาคใดก็ต้องอาศัยน้ำฝน ชาวอีสานก็เช่นกัน เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ จึงมีความเชื่อเดียวกันกับสิ่งเหนือธรรมชาติจากตำนาน เรื่องเล่าของชาวอีสานเชื่อว่า มีเทพบุตรชื่อ โสกาลเทพบุตร มีหน้าที่บันดาลน้ำฝนให้ตกลงมา จึงทำบุญ บั้งไฟขอน้ำจากเทพบุตรองค์นั้น 
  • การเชื่อมความสามัคคี คนในบ้านเมืองหนึ่งที่แตกต่างกันมาอยู่รวมกัน ถ้ามิได้ทำกิจกรรม ร่วมกันก็จะมีฐานะต่างคนต่างอยู่ เมื่อบ้านเมืองเกิดความยุ่งยากจะขาดกำลังคนแก้ไข ดังนั้น เมื่อทำบุญ บั้งไฟก็จะเปิดโอกาสให้คนทั้งหลายได้มาร่วมแรงร่วมใจกันประกอบกิจกรรม สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้น ในหมู่คณะ 
  • การแสดงการละเล่น เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนมาแสดงการละเล่น คนเราเมื่อได้เล่น ได้กินร่วมกัน จะเกิดความรักใคร่ใยดีต่อกัน การเล่นบางอย่างจะสุภาพเรียบร้อย บางอย่างหยาบโลน แต่ก็ไม่ ถือสาหาความ ถือเป็นการเล่นเท่านั้น



Related image

ขั้นตอนการจัดประเพณีบุญบั้งไฟ

ขั้นตอนการจัดการประเพณีบุญบั้งไฟ

ประชุมชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่พระสงฆ์ในหมู่บ้านเพื่อขอความเห็นว่าจะจัดงานบุญบั้งไฟหรือไม่ ถ้าตกลงจัดก็จะทำในข้อถัดไป แต่ถ้าไม่จัดจะต้องส่งตัวแทน (ผู้มีอายุชายในหมู่บ้าน) และพ่อเฒ่าจ้ำ (หมอผีประจำหมู่บ้าน) ไปขอขมาต่อเจ้าปู่เพื่อขอเลื่อนไปจัดในปีถัดไป (พิธีกรรมนี้ไม่มีผู้หญิงเกี่ยวข้อง)

         เมื่อตกลงจัดผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านจะส่งข่าวบอกกล่าวเชื้อเชิญไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาร่วมงานบุญ เรียกว่า "เตินป่าว" ในสมัยถัดมาบ้านเมืองเจริญขึ้นก็พัฒนามาเป็นการแจกหนังสือเชิญชวนเรียกว่า "สลากใส่บุญ" เหตุที่ถือว่างานนี้เป็นงานบุญก็เพราะว่า วัดเป็นที่รวมของการจัดกิจกรรมของชุมชน การเตรียมการต่างๆ ตั้งแต่การทำบั้งไฟก็มักจะเริ่มจากพระ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นฉบับ (ต้นฉบับ) ในวาระโอกาสนี้ยังมีการแทรกประเพณีทางพุทธศานาเข้าไปด้วย เช่น การบวชและการฮดสงฆ์ อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง กองฮด พิธีการในการยกย่องพระสงฆ์

         ชาวบ้านจะเรี่ยไรเงินและสิ่งของตามศรัทธาเพื่อร่วมสมทบกันสร้างบั้งไฟ (ในสมัยโบราณจะทำเพียงบั้งเดียว) บอกบุญให้บ้านเรือน 3-4 หลังคารวมกันต้อนรับแขกจากต่างบ้านที่มาร่วมบ้านหนึ่ง (ซึ่งจำนวนไม่มากนักจะมาพร้อมบั้งไฟของหมู่บ้าน เช่น พระภิกษุ สามเณร หญิงชายที่มาร่วมขบวนแห่) ส่วนใหญ่ก็มักจะกำหนดให้ครอบครัวที่บวชลูกหลานเป็นเจ้าภาพ (เพราะต้องจัดงานเลี้ยงญาติพี่น้องอยู่แล้ว)
         ชาวบ้านที่ได้รับมอบหมายจะสร้างปะรำ หรือ "ผาม" หรือ "ตูบบุญ ซึ่งทำด้วยโครงไม้จริง ยกพื้นข้างบนให้พระสงฆ์นั่งฉันภัตาหาร ส่วนข้างล่างปูด้วยใบไม้หรือฟางข้าวให้หญิงสาวนั่ง โดยมีหญิงสูงอายุควบคุมดูแลหญิงสาวเหล่านี้ เพื่อป้องกันมิให้ถูกชายในขบวนเซิ้งลวนลามจนเกินเหตุ

         ในวัดจะมีการทำบั้งไฟโดย "ฉบับ" ซึ่งมักจะเป็นพระ โดยมีลูกมือคือชาวบ้านผู้ชาย ในสมัยผมยังเป็นเด็ก 20 กว่าปีผ่านมาแล้ว ผมก็เป็นลูกมือพระด้วยการไปหาไม้สำหรับมาเผาเป็นถ่านสำหรับคั่วผสมกับดินประสิวเรียกว่า การทำหมื่อ ซึ่งมีสูตรจำเพาะของช่างแต่ละคน ตำด้วยครกมองให้ละเอียดร่วน ทดสอบด้วยการนำมาโรยเป็นทางยาวแล้วจุดไฟดูความเร็วของการปะทุ หากปะทุช้าก็จะต้องใช้สูตรผสมใหม่ตามแต่ต้นฉบับจะกำหนดบอกมา
 
การทำบั้งไฟในสมัยก่อนจะใช้ไม้ไผ่ลำขนาดใหญ่ที่สุด ทะลวงปล้องให้ถึงกัน ภายนอกจะใช้ตอกไม้ไผ่ถักเป็นเชือกมัดรอบลำไผ่ให้แน่นเพื่อไม่ให้ลำไผ่แตก ส่วนหัวปล้องสุดท้ายจะถูกอุดด้วยแผ่นไม้หนาพอควร แล้วทำการอัดบรรจุหมื่อ (ดินปืน) ให้แน่นด้วยการตำ หรือใช้คานดีดคานงัด (สมัยใหม่ใช้แม่แรงยกล้อรถบรรทุกแทนสะดวกกว่ากันดังภาพซ้ายมือ)

         ยุคสมัยเปลี่ยนไปจากลำไผ่กลายมาเป็นท่อเหล็กหรือท่อประปา (ซึ่งอันตรายมากเมื่อมีการระเบิดใส่ผู้คนอย่างที่เป็นข่าว) ตอนหลังหันมาใช้ท่อพีวีซีแทนซึ่งก็ยังเป็นอันตรายอยู่ดี จากการบูชาแถนมาเป็นการพนันขันต่อเพื่อการเดิมพัน จำนวนบั้งไฟที่จุดในแต่ละที่จึงมีจำนวนมาก และสร้างความเสียหายต่อชุมชนในทิศที่บั้งไฟถูกจุดออกไป (เพราะสามารถไปไกลได้หลายสิบกิโลเมตร)
         นอกจากบั้งไฟแล้ว ยังมีการทำพลุ พะเนียง ดอกไม้ไฟ ตะไล (เพื่อจุดในการแห่ร่วมด้วย) นอกจากนั้นตัวบั้งไฟยังต้องมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงามเรียกว่า การเอ้ ซึ่งก็เป็นฝีมือของพระอีกเช่นกัน
        เมื่อการเตรียมการในการต้อนรับ การทำบั้งไฟ การเอ้บั้งไฟให้สวยงาม เตรียมขบวนฟ้อนในวันแห่โฮมบุญ ทำนั่งร้านสำหรับการนำบั้งไฟขึ้นจุด แล้วก็จะถึงวันงานซึ่งมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องอีกดังนี้
         * ในวันสุกดิบ ชาวบ้านจะจัดขบวนแห่บั้งไฟไปยังศาลปู่ตาของหมู่บ้าน พร้อมนำเอาเหล้าไปด้วยจำนวนมาก ส่วนหนึ่งใช้เซ่นสรวง มีการจุดบั้งไฟขนาดเล็กเรียก "บั้งเสี่ยง " เพื่อเสี่ยงทายดูถึงความอุดมสมบูรณ์และความสำเร็จในการทำนาปีนั้น จากนั้นก็ดื่มเหล้าฟ้อนรำรอบศาลปู่ตาเป็นที่สนุกสนาน (งานนี้มีเฉพาะผู้ชายที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมพิธี)
         * จากนั้นก็พากันแห่บั้งไฟไปยังสถานที่จัดงานหรือหมู่บ้านเรียก วันโฮม (รวม) มีการเซิ้งออกท่าทางต่างๆ ของการร่วมเพศอยู่ด้วย อาจมีการเอา บักแบ้น ผูกรอบเอวไว้หลายอัน มีสายสำหรับชักให้กระดกขึ้นได้
        * การแห่บั้งไฟ ผู้ร่วมขบวนนั้นดูเหมือนจะตั้งใจละเมิดกฎเกณฑ์ปรกติ เช่น ชายแต่งกายเป็นหญิง หรือเอาโคลนพอกหน้า ขบวนเซิ้งจะแห่ไปตามหมู่บ้านเพื่อขอสาโทมากิน การเซิ้งจะมีคนจ่ายกาพย์ และคนตีกลองให้จังหวะเซิ้ง อยู่กลางขบวนฟ้อน เพื่อให้ผู้ฟ้อนเซิ้งได้ยินเสียงจังหวะและคำกลอนลำกาพย์เซิ้งได้ชัดเจน
        การละเมิดกฎเกณฑ์และธรรมเนียมปฏิบัติกันทั่วไปมีคำอธิบายได้ว่า เป็นการปลดปล่อยคนให้หลุดจากกฎเกณฑ์ชั่วคราว ในอีสานสมัยก่อนผู้ชายเมื่อแต่งงานต้องเข้าไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิง ผู้ชายจึงอยู่ในฐานะที่โดดเดี่ยวต้องอยู่ในความควบคุมของญาติฝ่ายหญิงและต้องฝากอนาคตของตนไว้กับความเมตตาของครอบครัวฝ่ายหญิงด้วย เพราะจะสามารถสร้างหลักให้แก่ครอบครัวได้ก็ด้วยการอุปถัมภ์ของพ่อตา เขยจะถูกจัดให้เป็นผู้ด้อยกว่าในทางพิธีกรรม (แสดงสะท้อนในเชิงประชดประชันจากนิทาน "พ่อเฒ่ากับลูกเขย") ดังนั้น การที่แสดงออกในทางพิธีกรรมในบุญบั้งไฟจึงเป็นการปลดปล่อยจากกฎเกณฑ์ของสังคม เพราะเรื่องเพศ การกล่าวถึงหรือแสดงอวัยวะเพศ เป็นความหยาบโลนที่สังคมปรกติไม่ยอมรับ
        ตอนบ่าย จะมีการตีกลองโฮม เพื่อให้ขบวนแห่ทุกขบวนไปรวมกันที่วัด ซึ่งจะหมายถึงการไปร่วมในพิธีบวชของบุตรหลาน หรือการฮดสงฆ์ ถ้ามีการบวชก็จะมีการแห่นาคด้วยม้า (ถ้าหากเจ้าภาพมีฐานะพอทำได้) มีการจุดตะไลตามหลังม้าไปตลอดทาง หากมีการฮดสงฆ์อยู่ด้วยก็จะแห่พระภิกษุที่ต้องการ "ฮด" นำหน้าเจ้านาคไป
        กลางคืนจะมี การเส็งกลอง หรือแข่งตีกลองกัน โดยแต่ละหมู่บ้านจะนำกลองกิ่งของวัดในหมู่บ้านตนมาตีแข่ง ถือกันว่าถ้าหากแพ้ในการเส็งกลอง ก็จะไม่ใช้กลองนั้นอีกเลย จะต้องไปเสาะแสวงหากลองมาเส็งใหม่ในปีหน้า การเส็งกลองจะมีกันไปจนถึงเที่ยงคืน
        รุ่งเช้าจะมีการทำบุญถวายจังหันพระ พอตกบ่ายก็มีการแห่บั้งไฟไปยังค้างที่เตรียมไว้ อาจใช้ต้นไม้ใหญ่เป็นค้างก็ได้ การแข่งขันระหว่างหมู่บ้านก็มีเพียงบ้านใดจะสามารถยิงไปได้สูงกว่ากัน (ใช้การนับไปจนกว่าจะมองเห็นบั้งไฟหล่นพ้นก้อนเมฆลงมา) เป็นการแสดงความสามารถของช่างหรือฉบับของบั้งไฟบ้านนั้น หากบั้งไฟบ้านใดซุ (พ่นดินปืนออกมาแต่ไม่ขึ้น) หรือแตกระหว่างการจุด ช่างหรือฉบับก็จะถูกจับโยนลงตม คือโยนลงไปในโคลนเป็นที่สนุกสนานทั้งผู้โยนและถูกโยน (เปื้อนโคลนพอกัน)